ฟิลกราสทิม (Filgrastim)
Filgrastim (ฟิลกราสทิม) เป็นยาที่ใช้รักษาภาวะนิวโทรพีเนีย (Neutropenia) หรือภาวะเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำเคมีบำบัดหรือการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งที่ไปยับยั้งการทำงานของไขกระดูกและทำให้ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง โดยตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เสียไป
เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ จึงอาจจำเป็นต้องใช้ยา Filgrastim ควบคู่ไปกับการรักษาโรคมะเร็ง เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกาย และทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อยลง นอกจากนี้ ยา Filgrastim ยังอาจใช้เพื่อช่วยให้ไขกระดูกฟื้นตัวหลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย
เกี่ยวกับยา Filgrastim
กลุ่มยา | ยากระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือด |
ประเภทยา | ยาตามใบสั่งแพทย์ |
สรรพคุณ | รักษาภาวะเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ |
กลุ่มผู้ป่วย | เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ |
การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร | Category C จากการศึกษาในสัตว์พบว่าทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ หรือไม่มีข้อมูลเพียงพอในการศึกษาทดลองในมนุษย์และสัตว์ ควรใช้ยาเมื่อพิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ รวมถึงผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าสามารถใช้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กทารกที่ได้รับนมแม่ |
รูปแบบของยา | ยาฉีด |
คำเตือนการใช้ยา Filgrastim
เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา Filgrastim ผู้ป่วยควรระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- แจ้งให้แพทย์ทราบหากมีประวัติการแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยา Filgrastim รวมถึงยาชนิดอื่น ๆ เพราะอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย
- แจ้งให้แพทย์ทราบหากวางแผนที่จะตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่แน่ชัดว่าตัวยามีความปลอดภัยต่อผู้ที่ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (Leukocytosis) และภาวะไตอักเสบ (Glomerulonephritis) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยานี้
- ไม่ควรเขย่ายาก่อนการใช้ และถ้าหากสังเกตเห็นว่าตัวยาเปลี่ยนสี มีลักษณะขุ่นมัว หรือจับตัวเป็นก้อน ไม่ควรใช้ยา
- ไม่ควรฉีดยาในบริเวณผิวหนังที่บอบบาง มีรอยแดง รอยช้ำ มีรอยแผลเป็น หรือมีผิวแตกลาย
- การใช้ยา Filgrastim อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หลังจากการใช้ยาจึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
- ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจากการใช้ยา เพราะอาจทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะเพิ่มมากขึ้น
ปริมาณการใช้ยา Filgrastim
ปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยา Filgrastim ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยตัวอย่างการใช้ยามีดังนี้
ภาวะนิวโทรพีเนียจากการทำเคมีบำบัด
ตัวอย่างการใช้ยา Filgrastim เพื่อรักษาภาวะนิวโทรพีเนียจากการทำเคมีบำบัด
เด็กและผู้ใหญ่ ขนาดยาเริ่มต้นประมาณ 5 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อย 10,000 เซลล์/เลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร
ภาวะนิวโทรพีเนียจากการฉายรังสี
ตัวอย่างการใช้ยา Filgrastim เพื่อรักษาภาวะนิวโทรพีเนียจากการฉายรังสี
เด็กและผู้ใหญ่ ฉีดยาปริมาณ 10 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเข้าใต้ผิวหนัง วันละ 1 ครั้ง และระยะเวลาในการใช้ยาคือจนกว่าปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเพิ่มขึ้นถึงอย่างน้อย 10,000 เซลล์/เลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร
การใช้ยา Filgrastim
ยา Filgrastim เป็นยาที่ใช้สำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ดังนั้น การใช้ยาควรจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น หากแพทย์สั่งจ่ายยาเพื่อให้ผู้ป่วยมาฉีดด้วยตัวเอง ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเตรียมยาและฉีดยาอย่างถูกต้องจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน และการใช้ยาจะต้องใช้ตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ยาในปริมาณที่มากกว่า น้อยกว่า หรือบ่อยกว่าที่กำหนด
การฉีดยาควรเปลี่ยนตำแหน่งของผิวหนังที่ใช้ในการฉีดยาตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวหนังตามมา นอกจากนี้ ในระหว่างการใช้ยาผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดด้วย และหากผู้ป่วยลืมใช้ยาหรือใช้ยาเกินขนาด ควรรีบไปพบแพทย์
การทิ้งเข็มฉีดยาและหลอดฉีดยาที่ใช้แล้วควรทิ้งในภาชนะที่ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น ส่วนการเก็บยาควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 2–8 องศาเซลเซียส เก็บในภาชนะปิดทึบเพื่อป้องกันแสง เก็บให้พ้นมือเด็ก และควรทิ้งยาทันทีหากขวดยาหรือเข็มฉีดยาถูกทิ้งไว้นอกตู้เย็นนานเกิน 24 ชั่วโมง
ปฏิกิริยาระหว่างยา Filgrastim กับยาอื่น
ยา Filgrastim อาจทำปฏิกิริยากับยา วิตามิน หรือสมุนไพรบางชนิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะยาต่อไปนี้
- ยาเคมีบำบัดที่ออกฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ไขสันหลัง โดยไม่ควรใช้ยา Filgrastim ก่อนและหลังการใช้ยาเคมีบำบัด 24 ชั่วโมง
- ยาเคมีบำบัดที่ออกฤทธิ์ต่อดีเอ็นเอ เช่น ยาบลีโอมัยซิน (Bleomycin) ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) และยาโทโพทีแคน (Topotecan) เพราะอาจเพิ่มผลข้างเคียงของยาให้รุนแรงขึ้น
- ยาเคมีบำบัดในกลุ่ม 5-fluorouracil เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะนิวโทรพีเนียที่รุนแรงขึ้น
- ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophils) เช่น ยาลิเทียม (Lithium)
- ยาเพกฟิลกราสทิม (Pegfilgrastim) เนื่องจากตัวยามีคุณสมบัติคล้ายกับยา Filgrastim มาก จึงไม่ควรใช้ร่วมกัน
ตัวอย่างยาและสมุนไพรดังข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อาจทำปฏิกิริยากับยา Filgrastim เท่านั้น หากผู้ป่วยกำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ อยู่ ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกาย
ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Filgrastim
การใช้ยา Filgrastim อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงทั่วไป เช่น ไอ ปวดศีรษะ ผมร่วง ท้องเสีย ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้ามีสัญญาณของการแพ้ยาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเกิดผื่นคัน ลมพิษ อาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ รวมถึงผลข้างเคียงที่รุนแรงอื่น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ตัวอย่างผลข้างเคียงจากการใช้ยา Filgrastim ที่รุนแรงและควรรีบไปพบแพทย์ ได้แก่
- หายใจถี่หรือหายใจลำบาก
- วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
- มีรอยช้ำหรือรอยแดงเกิดขึ้นบนผิวหนัง
- ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยามีอาการปวดหรือระคายเคือง
- ปวดท้องบริเวณด้านบนซ้าย หรือปวดลามไปจนถึงสีข้างและหัวไหล่
- มีสัญญาณของอาการบาดเจ็บที่ไต เช่น ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะเป็นเลือด